News


JSP วางเป้ายอดขายปี 63 ที่ 4.2 พันลบ.รายได้ 3.5 พันลบ. เปิด 7 โครงการใหม่ 5 พันลบ.พร้อมจัดงบ 500-1 พันลบ.ซื้อที่ดิน

Backกุมภาพันธ์ 06, 2563

นางกนกพร สาณะวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงินและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่การตลาดและการขาย บมจ.เจเอสพี พร็อพเพอร์ตี้ (JSP) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ายอดขายปี 63 ที่ 4.2 พันล้านบาท หรือเติบโต 50-60% จากปีก่อน โดยวางแผนเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ จำนวน 7 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 5 พันล้านบาท เป็นโครงการแนวราบทั้งหมดที่อยู่ในโซนกรุงเทพฯตะวักตก ซึ่งเป็นโครงการที่บริษัทมีที่ดินอยู่แล้ว และจะนำมาทยอยพัฒนาและเปิดขายในปีนี้

โดยที่ในไตรมาส 1/63 บริษัทได้เปิดตัวโครงการเจ วิลล่า รัตนาธิเบศร์-บางบัวทอง โครงการบ้านแฝด 2 ชั้น มูลค่า 980 ล้านบาท จำนวน 182 ยูนิต ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 280 ล้านบาท และยอดโอนจากโครงการดังกล่าวที่ 198 ล้านบาท

ส่วนในช่วงไตรมาส 2/63 จะเปิดขายโครงการทาวน์โฮม เจ ซิตี้ ติวานนท์ ส่วนอีก 5 โครงการแนวราบจะทยอยเปิดในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ ซึ่งบริษัทมองว่าตลาดแนวราบยังเป็นตลาดที่มีการเติบโตอยู่ จากความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบที่ยังมีอยู่มาก และเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อ ทำให้บริษัทเห็นถึงโอกาสในการรุกตลาดแนวราบในปี 63 อีกทั้งบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาแบรนด์แนวราบใหม่ที่จะพัฒนาบนทำเลสาทร-กัลปพฤกษ์ ที่จะยกระดับเป็นโครงการพรีเมียม และเตรียมเปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลัง

ขณะเดียวกันในปี 63 บริษัทจะเริ่มมองหาการซื้อที่ดินในทำเลใหม่ๆเข้ามาเพื่อรองรับการพัฒนาโครงการใหม่ในอนาคต หลังจากที่บริษัททยอยพัฒนาโครงการที่เป็นที่ดินในมือของบริษัทครบทั้งหมดในปี 64 โดยที่ดินที่บริษัทสนใจซื้อเพื่อนำมาพัฒนาจะเน้นที่โซนบางนา และสายไหม ซึ่งเป็นทำเลที่เหมาะกับการพัฒนาโครงการแนวราบ และมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบในพื้นที่ดังกล่าวอยู่ค่อนข้างมาก ซึ่งบริษัทจะซื้อที่ดินเข้ามาเพิ่มในปีนี้ 1-2 แปลง โดยวางงบซื้อที่ดินไว้ที่ 500-1,000 ล้านบาท

สำหรับรายได้รวมของบริษัทในปีนี้ตั้งเป้าที่ 3.5 พันล้านบาท สูงขึ้นจากปีก่อนทำรายได้ได้ราว 2 พันล้านบาท โดยที่รายได้ส่วนใหญ่ 98% ยังคงมาจากรายได้จากการขายที่อยู่อาศัย ซึ่งการที่รายได้ในปีนี้เพิ่มขึ้นมาจากการเปิดขายโครงการแนวราบที่สามารถรับรู้รายได้จากการโอนเข้ามาได้ในระยะเวลาที่ไม่นาน ทั้งการขายโครงการแนวราบที่เปิดใหม่และโครงการที่อยู่ในสต็อก ประกอบกับการทยอยระบายสต็อกของโครงการคอนโดมิเนียมที่บริษัทเหลืออยู่ 2 โครงการ คือ โครงการไมอามี่ บางปู และโครงการ เจ คอนโด สาทร-กัลปพฤกษ์ ที่เหลือยู่มูลค่ารวม 3 พันล้านบาท โดยมีการลดราคาขายและออกแคมเปญการตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขาย ทำให้สต็อกของคอนโดมิเนียมลดลง และสร้างรายได้กลับมาให้กับบริษัท

ขณะที่รายได้จากการเช่าที่มีสัดส่วน 2% ของรายได้รวม มาจากโครงการสำเพ็ง 2 โครงการไมอามี่ บางปู โครงการแพรกษา และโครงการทิวลิป สแควร์ บริษัทจะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการบริหารการเช่าในส่วนของโครงการไมอามี่ บางปู ซึ่งจะมีการนำพันธมิตรรายใหญ่ที่มีความสนใจมาร่วมออกงานกิจกรรมที่มีการเวียนกันจัดงาน และโครงการแพรกษาอยู่ระหว่างเจรจากับผู้ที่สนใจเข้ามาเช่าพื้นที่ทั้งหมด เพื่อมาพัฒนาต่อเป็นพื้นที่ค้าปลีก อายุสัญญาเช่า 3+3 ปี โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้ที่ดีขึ้นของโครงการให้เช่าที่บริษัทเปิดให้บริการอยู่

สำหรับโครงการสำเพ็ง 2 จะมีการปรับรูปแบบใหม่ของโครงการให้มีความทันสมัยมากขึ้น เพื่อดึงดูดให้มีผู้เช่าเข้ามาเพิ่มขึ้น และดึงดูดให้มีคนเข้ามาใช้บริการในโครงการเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเริ่มเตรียมปรับรูปแบบใหม่ของโครงการสำเพ็ง 2

นอกจากนี้บริษัทจะพิจารณาขายที่ดินบางส่วนของโครงการไมอามี่ บางปู ที่ยังไม่ได้พัฒนาออกไปให้กับผู้ที่สนใจ ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ที่สนใจซื้อ โดยที่บริษัทจะนำเงินมารองรับการดำเนินงานและการพัฒนาโครงการของบริษัทต่อไป ประกอบกับนำไปคืนหนี้เงินกู้ที่บริษัทกู้ยืมกรรมการบริษัทมาพัฒนาโครงการ ซึ่งปัจจุบันมีหนี้สินที่เป็นเงินกู้ยืมกรรมการอยู่ที่ 800 ล้านบาท และหลังจากคืนหนี้ในส่วนนี้หมดแล้วจะทยอยใช้เงินกู้จากสถาบันการเงินในการพัฒนาโครงการใหม่ๆมากขึ้น

ที่มา : ryt9